นำเข้าสินค้าจากจีน ต้องเตรียมค่าใช้จ่ายอะไรบ้าง?

Pam การเข้าชม: 15 2026-10-22 10:19:59 ความคิดเห็น: 0

เกี่ยวกับ TMA Group
TMA Group เป็นบริษัทที่เชี่ยวชาญด้านการสรรหาบุคลากรและการให้คำปรึกษาทางธุรกิจในประเทศไทย มุ่งมั่นที่จะให้บริการครบวงจรแก่ทั้งองค์กรและบุคคล รวมถึงการสรรหาบุคลากร การบริหารจัดการทางการเงิน การจัดการภาษี การให้คำปรึกษาด้านกฎหมาย การบริหารจัดการทรัพยากรมนุษย์ และบริการอื่นๆ หากท่านต้องการข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการลงทุนในประเทศไทย ยินดีต้อนรับติดต่อเราตลอดเวลา

การนำเข้าสินค้าจากจีนมาจำหน่ายในประเทศไทยเป็นอีกหนึ่งช่องทางที่ช่วยให้ผู้ประกอบการเข้าถึงสินค้าหลากหลายประเภทและบริหารต้นทุนได้ แต่การคำนวณต้นทุนไม่ควรดูเฉพาะราคาสินค้าจากโรงงานเท่านั้น เพราะยังมีค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ที่อาจส่งผลต่อกำไรของธุรกิจ ก่อนสั่งสินค้าจากจีน ผู้ประกอบการควรประเมินค่าใช้จ่ายตั้งแต่การซื้อสินค้า การขนส่ง ภาษีศุลกากร ไปจนถึงการนำสินค้าเข้าคลังในประเทศไทย เพื่อให้สามารถตั้งราคาขายและวางแผนเงินทุนได้อย่างเหมาะสม

Account Services - 2026-10-22T101650.523.png

1. ค่าใช้จ่ายหลักในการนำเข้าสินค้าจากจีน

1.1 ค่าสินค้า (Product Cost)

เป็นเงินที่จ่ายให้ผู้ผลิตหรือผู้จำหน่ายในจีน โดยขึ้นอยู่กับประเภทสินค้า จำนวนที่สั่งซื้อ คุณภาพ และการต่อรองราคา ควรสอบถามราคาขั้นต่ำในการสั่งซื้อ (MOQ) และเงื่อนไขการชำระเงินให้ชัดเจน

1.2 ค่าขนส่งระหว่างประเทศ (International Shipping)

ค่าใช้จ่ายแตกต่างกันตามวิธีขนส่ง เช่น ทางรถ ทางเรือ หรือทางอากาศ รวมถึงน้ำหนัก ปริมาตรสินค้า และระยะเวลาจัดส่ง สินค้าขนาดใหญ่แต่น้ำหนักเบาอาจมีค่าขนส่งสูงตามปริมาตรได้

1.3 ค่าประกันภัยสินค้า (Cargo Insurance)

เป็นค่าใช้จ่ายสำหรับคุ้มครองความเสียหายหรือการสูญหายระหว่างขนส่ง โดยควรพิจารณามูลค่าสินค้า เงื่อนไขความคุ้มครอง และข้อยกเว้นก่อนตัดสินใจซื้อประกัน

1.4 อากรขาเข้า (Import Duty)

เป็นภาษีที่เรียกเก็บเมื่อนำสินค้าเข้าประเทศไทย อัตราภาษีขึ้นอยู่กับประเภทสินค้าและพิกัดศุลกากร (HS Code) สินค้าบางรายการอาจมีสิทธิใช้อัตราพิเศษภายใต้ข้อตกลงการค้า หากเข้าเงื่อนไขและมีเอกสารรับรองที่ถูกต้อง

1.5 ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT)

โดยทั่วไป สินค้านำเข้าต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% โดยฐานคำนวณประกอบด้วยราคา CIF อากรขาเข้า และภาษีหรือค่าธรรมเนียมอื่นที่กฎหมายกำหนดตามประเภทสินค้า

1.6 ค่าดำเนินพิธีการศุลกากร

หากใช้ตัวแทนออกของหรือบริษัทขนส่ง อาจมีค่าบริการจัดทำใบขนสินค้าขาเข้า ตรวจเอกสาร และดำเนินการผ่านพิธีการศุลกากร ควรขอใบเสนอราคาแยกรายการก่อนนำเข้า

1.7 ค่าใช้จ่ายในประเทศไทย

เช่น ค่าขนส่งจากท่าเรือหรือคลังสินค้าไปยังร้าน ค่ายกสินค้า ค่าจัดเก็บสินค้า และค่าบรรจุหีบห่อเพิ่มเติม ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขการขนส่งและลักษณะสินค้า

2. ค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมที่ไม่ควรมองข้าม

นอกจากต้นทุนหลักแล้ว ผู้ประกอบการควรเผื่องบสำหรับค่าใช้จ่ายต่อไปนี้ด้วย

  • ค่าตรวจสอบคุณภาพสินค้า: โดยเฉพาะสินค้าที่ต้องการควบคุมมาตรฐานก่อนส่งออก

  • ค่าตัวอย่างสินค้า: สำหรับทดลองคุณภาพก่อนสั่งซื้อจำนวนมาก

  • ค่าใบอนุญาตและการรับรองมาตรฐาน: สินค้าบางประเภทต้องได้รับอนุญาตจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น สินค้าที่อยู่ภายใต้ข้อกำหนดของ อย. หรือ มอก. ตามประเภทและลักษณะสินค้า

  • ค่าธรรมเนียมโอนเงินและอัตราแลกเปลี่ยน: การชำระเงินเป็นเงินหยวนหรือสกุลเงินอื่นอาจทำให้ต้นทุนเปลี่ยนแปลง

  • ค่าใช้จ่ายกรณีล่าช้า: เช่น ค่าฝากเก็บสินค้า ค่าฝากตู้สินค้า หรือค่าใช้จ่ายจากเอกสารไม่ครบถ้วน

ค่าใช้จ่ายเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นกับสินค้าทุกประเภท แต่ควรตรวจสอบล่วงหน้าเพื่อป้องกันต้นทุนบานปลาย

3. ตัวอย่างคำนวณต้นทุนนำเข้าสินค้าจากจีน

สมมติว่าผู้ประกอบการสั่งซื้อสินค้าจากจีน โดยมีค่าใช้จ่ายดังนี้

รายการ

จำนวนเงิน

ราคาสินค้า

50,000 บาท

ค่าขนส่งระหว่างประเทศ

5,000 บาท

ค่าประกันภัย

500 บาท

มูลค่า CIF

55,500 บาท

อากรขาเข้า (สมมติ 10%)

5,550 บาท

VAT 7%

4,273.50 บาท

ค่าดำเนินพิธีการและขนส่งในไทย

3,000 บาท

รวมเงินที่จ่ายเบื้องต้น

68,323.50 บาท

หมายเหตุ: ตัวเลขนี้เป็นเพียงตัวอย่างเพื่ออธิบายวิธีคำนวณ โดยสมมติอัตราอากรขาเข้า 10% และ VAT คำนวณจาก CIF บวกอากรขาเข้า อัตราจริงต้องตรวจสอบตามพิกัดสินค้าและหลักเกณฑ์ศุลกากร

จากตัวอย่าง หากนำเข้าสินค้ามูลค่า 50,000 บาท ต้นทุนรวมเบื้องต้นจะอยู่ที่ 68,323.50 บาท หรือคิดเป็นประมาณ 136.65% ของราคาสินค้าเดิม

นอกจากนี้ หากผู้นำเข้าเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียน VAT และภาษีซื้อจากการนำเข้าเข้าเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด VAT ที่จ่ายขณะนำเข้าอาจนำมาเครดิตภาษีได้ จึงควรแยก เงินสดที่ต้องจ่ายจริง ออกจาก ต้นทุนทางบัญชี ให้ชัดเจน

4. ต้องเตรียมเอกสารอะไรบ้าง?

เอกสารที่ใช้ในการนำเข้าสินค้าทั่วไปอาจประกอบด้วย

  • Commercial Invoice: ใบกำกับราคาสินค้า

  • Packing List: บัญชีรายละเอียดการบรรจุหีบห่อ

  • Bill of Lading (B/L) หรือ Air Waybill (AWB): เอกสารขนส่งทางเรือหรือทางอากาศ

  • เอกสารประกันภัยสินค้า: หากมีการทำประกัน

  • ใบอนุญาตนำเข้า: สำหรับสินค้าที่อยู่ภายใต้การควบคุม

  • Certificate of Origin: หนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า หากต้องการใช้สิทธิทางภาษีตามข้อตกลงการค้า

ควรตรวจสอบรายการเอกสารให้ตรงกับสินค้าและวิธีขนส่งก่อนสั่งสินค้า เพื่อช่วยลดความล่าช้าในการผ่านพิธีการศุลกากร

5. เคล็ดลับก่อนนำเข้าสินค้าจากจีน

  1. ตรวจสอบ HS Code ก่อนสั่งซื้อ เพื่อประเมินอัตราอากรและข้อกำหนดที่เกี่ยวข้อง

  2. ขอใบเสนอราคาขนส่งแบบแยกรายการ เพื่อให้เห็นว่าราคารวมอะไรบ้าง และมีค่าใช้จ่ายปลายทางเพิ่มเติมหรือไม่

  3. ตรวจสอบมาตรฐานและใบอนุญาต โดยเฉพาะสินค้าที่เกี่ยวข้องกับอาหาร เครื่องสำอาง เครื่องใช้ไฟฟ้า และสินค้าเฉพาะประเภท

  4. คำนวณต้นทุนต่อชิ้นก่อนตั้งราคาขาย โดยรวมค่าขนส่ง ภาษี และค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องทั้งหมด

  5. เก็บเอกสารทางบัญชีให้ครบถ้วน เพื่อใช้ตรวจสอบต้นทุนและประกอบการยื่นภาษี


การนำเข้าสินค้าจากจีนไม่ได้มีเพียงราคาสินค้าและค่าขนส่ง แต่ยังอาจมีอากรขาเข้า VAT ค่าดำเนินพิธีการศุลกากร ค่าใบอนุญาต และค่าใช้จ่ายภายในประเทศไทย ผู้ประกอบการจึงควรคำนวณต้นทุนรวมก่อนสั่งซื้อทุกครั้ง เพราะการประเมินต้นทุนได้ถูกต้องจะช่วยให้ตั้งราคาขายได้เหมาะสม วางแผนเงินทุนได้ดีขึ้น และลดความเสี่ยงจากค่าใช้จ่ายที่ไม่คาดคิด ก่อนนำเข้า ควรตรวจสอบทั้งต้นทุน ภาษี และข้อกำหนดของสินค้าให้ครบถ้วน เพื่อให้ธุรกิจเติบโตได้อย่างมั่นคง


Facebook-Management YouTube Facebook-Consultant Facebook-Recruitment
ประกาศ

1. สถานีนี้ปฏิบัติตามมาตรฐานในวงการ และทุกบทความที่ถูกคัดลอกจะถูกทำเครื่องหมายชัดเจนว่าเป็นของผู้เขียนและแหล่งที่มา; 2. บทความต้นฉบับของสถานีนี้ โปรดระบุผู้เขียนและแหล่งที่มาเมื่อมีการคัดลอก เราจะดำเนินการตามกฎหมายต่อผู้ที่ไม่เคารพสิทธิของผู้เขียน; 3. การส่งบทความของผู้เขียนอาจถูกดำเนินการแก้ไขหรือเพิ่มเติมโดยบรรณาธิการของเราในบางกรณีที่เหมาะสม

แสดงความคิดเห็น
ค้นหา
อันดับความนิยม
เผยแพร่เมื่อเร็วๆ นี้
รายการแท็ก
    ติดตามเรา

    สแกนเพิ่มเราเป็นเพื่อน เพื่อรับข้อมูลเพิ่มเติม