การแบ่งหุ้นบริษัทเมื่อสามีภรรยาหย่า ตามกฎหมายไทย
เกี่ยวกับ TMA Group
TMA Group เป็นบริษัทที่เชี่ยวชาญด้านการสรรหาบุคลากรและการให้คำปรึกษาทางธุรกิจในประเทศไทย มุ่งมั่นที่จะให้บริการครบวงจรแก่ทั้งองค์กรและบุคคล รวมถึงการสรรหาบุคลากร การบริหารจัดการทางการเงิน การจัดการภาษี การให้คำปรึกษาด้านกฎหมาย การบริหารจัดการทรัพยากรมนุษย์ และบริการอื่นๆ หากท่านต้องการข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการลงทุนในประเทศไทย ยินดีต้อนรับติดต่อเราตลอดเวลา
การทำธุรกิจร่วมกันระหว่างสามีภรรยาเป็นเรื่องปกติ แต่เมื่อความสัมพันธ์สิ้นสุดลง ไม่ว่าจะหย่าหรือแยกทาง คำถามที่ตามมาคือ ทรัพย์สินของบริษัทถือเป็นของใคร ใครมีสิทธิบริหารต่อ หรือจะแบ่งกันอย่างไร คำตอบขึ้นอยู่กับโครงสร้างการถือหุ้นและสถานะทางกฎหมายของทรัพย์สินนั้น

1. ต้องแยกก่อนว่า “บริษัท” ไม่ใช่ทรัพย์สินส่วนตัวโดยตรง
ถ้าเป็นบริษัทจำกัด
บริษัทเป็น “นิติบุคคล” แยกจากตัวบุคคล
ดังนั้น สิ่งที่แบ่งกันจริง ๆ คือ
👉 “หุ้นในบริษัท”ไม่ใช่ตัวบริษัทโดยตรง
2. ดูว่าใครถือหุ้นกี่เปอร์เซ็นต์
ถ้าฝ่ายหนึ่งถือหุ้น 70% อีกฝ่าย 30%
เมื่อเลิกกัน หุ้นยังเป็นของผู้ถือหุ้นตามสัดส่วนเดิมเว้นแต่จะมีข้อตกลงแบ่งหุ้นใหม่
3. กรณีจดทะเบียนสมรส (กฎหมายไทย)
ถ้าบริษัทตั้งขึ้น “หลังจดทะเบียนสมรส”
เงินที่นำมาลงทุนอาจถือเป็น “สินสมรส”
หมายความว่า
แม้หุ้นจะอยู่ในชื่อฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง
อีกฝ่ายอาจมีสิทธิเรียกร้องแบ่งครึ่งในส่วนที่เป็นสินสมรส
ตัวอย่าง
สามีตั้งบริษัทหลังแต่งงาน
ใช้เงินที่หามาระหว่างสมรสลงทุน
ภรรยาอาจมีสิทธิในมูลค่าหุ้นครึ่งหนึ่ง
4. ถ้าบริษัทตั้งก่อนแต่งงาน
หุ้นที่มีอยู่ก่อนสมรส
จะถือเป็น “สินส่วนตัว”
แต่กำไรหรือหุ้นที่เพิ่มขึ้นหลังสมรส อาจต้องพิจารณาเป็นรายกรณี
5. ถ้าไม่ได้จดทะเบียนสมรส
ในทางกฎหมาย
ถือว่าเป็น “หุ้นของใครของมัน”
ตามชื่อผู้ถือหุ้นในเอกสารบริษัท
อีกฝ่ายจะเรียกร้องได้ก็ต่อเมื่อพิสูจน์ได้ว่า มีการลงทุนร่วมจริง
6. เรื่องสิทธิบริหารบริษัท
ผู้ถือหุ้นมากกว่า มีอำนาจควบคุมมากกว่า
ดูข้อบังคับบริษัท และโครงสร้างกรรมการ
แม้แบ่งทรัพย์สินกันแล้ว อำนาจบริหารอาจยังไม่เท่ากัน
เมื่อคู่สามีภรรยาเลิกกัน บริษัทจะไม่ได้ “แบ่งครึ่งอัตโนมัติ” แต่ต้องดูว่าใครถือหุ้น และหุ้นนั้นเป็นสินสมรสหรือสินส่วนตัว หากจดทะเบียนสมรส หุ้นที่ได้มาระหว่างสมรสอาจต้องแบ่งตามกฎหมาย แต่ถ้าไม่ได้จดทะเบียนสมรส หุ้นจะเป็นของผู้ถือหุ้นตามชื่อในเอกสาร
ดังนั้น การทำข้อตกลงผู้ถือหุ้น (Shareholder Agreement) และการวางโครงสร้างบริษัทตั้งแต่ต้น จึงเป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะเมื่อความสัมพันธ์เปลี่ยน ธุรกิจไม่ควรพังตามไปด้วย
1. สถานีนี้ปฏิบัติตามมาตรฐานในวงการ และทุกบทความที่ถูกคัดลอกจะถูกทำเครื่องหมายชัดเจนว่าเป็นของผู้เขียนและแหล่งที่มา; 2. บทความต้นฉบับของสถานีนี้ โปรดระบุผู้เขียนและแหล่งที่มาเมื่อมีการคัดลอก เราจะดำเนินการตามกฎหมายต่อผู้ที่ไม่เคารพสิทธิของผู้เขียน; 3. การส่งบทความของผู้เขียนอาจถูกดำเนินการแก้ไขหรือเพิ่มเติมโดยบรรณาธิการของเราในบางกรณีที่เหมาะสม




