ภาษีซื้อกับภาษีขาย ต่างกันอย่างไร? เรื่องสำคัญที่ผู้ประกอบการควรรู้
เกี่ยวกับ TMA Group
TMA Group เป็นบริษัทที่เชี่ยวชาญด้านการสรรหาบุคลากรและการให้คำปรึกษาทางธุรกิจในประเทศไทย มุ่งมั่นที่จะให้บริการครบวงจรแก่ทั้งองค์กรและบุคคล รวมถึงการสรรหาบุคลากร การบริหารจัดการทางการเงิน การจัดการภาษี การให้คำปรึกษาด้านกฎหมาย การบริหารจัดการทรัพยากรมนุษย์ และบริการอื่นๆ หากท่านต้องการข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการลงทุนในประเทศไทย ยินดีต้อนรับติดต่อเราตลอดเวลา
สำหรับผู้ประกอบการที่จดทะเบียน ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) การทำความเข้าใจเรื่อง ภาษีซื้อ และ ภาษีขาย เป็นเรื่องสำคัญ เพราะทั้งสองส่วนมีผลโดยตรงต่อจำนวนภาษีมูลค่าเพิ่มที่กิจการต้องนำส่งให้กรมสรรพากร หลายคนอาจสงสัยว่า ภาษีซื้อคืออะไร? ภาษีขายคืออะไร? แล้วสิ้นเดือนต้องจ่ายภาษีเท่าไร?

ภาษีซื้อ คืออะไร?
ภาษีซื้อ (Input VAT) คือ ภาษีมูลค่าเพิ่มที่กิจการจ่ายให้กับผู้ขายเมื่อซื้อสินค้าหรือบริการมาใช้ในการประกอบธุรกิจ
ตัวอย่างเช่น
บริษัทซื้ออุปกรณ์สำนักงานราคา 10,000 บาท
VAT 7% = 700 บาท
บริษัทจ่ายเงินทั้งหมด 10,700 บาท
โดย 700 บาท คือ “ภาษีซื้อ” ของบริษัท
ทั้งนี้ ภาษีซื้อที่จะนำมาใช้เป็นเครดิตภาษีได้ต้องเป็นภาษีซื้อที่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ของกฎหมาย และมีเอกสารประกอบที่ถูกต้อง เช่น ใบกำกับภาษี
ภาษีขาย คืออะไร?
ภาษีขาย (Output VAT) คือ ภาษีมูลค่าเพิ่มที่กิจการเรียกเก็บจากลูกค้าเมื่อขายสินค้าหรือให้บริการ
ตัวอย่างเช่น
บริษัทขายสินค้าให้ลูกค้า 20,000 บาท
VAT 7% = 1,400 บาท
ลูกค้าจ่ายทั้งหมด 21,400 บาท
โดย 1,400 บาท คือ “ภาษีขาย” ที่บริษัทเรียกเก็บจากลูกค้า
แล้วภาษีซื้อกับภาษีขายนำมาคำนวณอย่างไร?
โดยหลัก กิจการจะนำ ภาษีขายมาหักด้วยภาษีซื้อที่มีสิทธินำมาเครดิต เพื่อคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มที่ต้องชำระ
ตัวอย่าง
ภาษีขาย = 1,400 บาท
ภาษีซื้อ = 700 บาท
ดังนั้น ภาษีมูลค่าเพิ่มที่ต้องชำระ = 700 บาท
ถ้าภาษีซื้อมากกว่าภาษีขายล่ะ?
หากในเดือนนั้นกิจการมี ภาษีซื้อมากกว่าภาษีขาย อาจเกิดภาษีมูลค่าเพิ่มที่มีสิทธิขอคืนหรือใช้เป็นเครดิตในเดือนถัดไปได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับหลักเกณฑ์และเงื่อนไขของกรมสรรพากร
ตัวอย่าง
ภาษีขาย = 5,000 บาท
ภาษีซื้อ = 8,000 บาท
ส่วนต่าง = 3,000 บาท
กิจการจึงไม่ได้มีภาษีมูลค่าเพิ่มที่ต้องชำระจากส่วนนี้ แต่จะมีภาษีส่วนเกินที่สามารถดำเนินการตามสิทธิที่กฎหมายกำหนด
ภาษีซื้อทุกอย่างสามารถนำมาหักได้หรือไม่?
ไม่ใช่ทุกกรณี
ผู้ประกอบการต้องตรวจสอบว่าภาษีซื้อนั้นเป็นภาษีซื้อที่มีสิทธินำมาเครดิตตามกฎหมายหรือไม่ รวมถึงตรวจสอบความถูกต้องของใบกำกับภาษีและรายการที่เกี่ยวข้อง
ดังนั้น การเก็บ ใบกำกับภาษีและเอกสารทางบัญชีให้ครบถ้วน จึงเป็นเรื่องสำคัญมาก
ภาษีซื้อ vs ภาษีขาย สรุปง่าย ๆ
| รายการ | ความหมาย |
|---|---|
| ภาษีซื้อ | VAT ที่กิจการจ่ายตอนซื้อสินค้า/บริการ |
| ภาษีขาย | VAT ที่กิจการเรียกเก็บจากลูกค้าตอนขายสินค้า/บริการ |
| ภาษีที่ต้องชำระ | ภาษีขาย หัก ภาษีซื้อที่มีสิทธิเครดิต |
พูดให้เข้าใจง่ายที่สุดคือ
“ซื้อ = มีภาษีซื้อ / ขาย = มีภาษีขาย”
เมื่อถึงเวลาคำนวณ VAT กิจการจะนำ ภาษีขายมาหักด้วยภาษีซื้อที่มีสิทธิ เพื่อดูว่าต้องชำระ VAT เพิ่มหรือมีภาษีส่วนเกินตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด
สำหรับธุรกิจที่มีรายการซื้อ–ขายจำนวนมาก การจัดเก็บใบกำกับภาษีและบันทึกภาษีซื้อ–ภาษีขายอย่างถูกต้อง จึงช่วยลดความผิดพลาดในการยื่นแบบภาษีและลดความเสี่ยงด้านภาษีของบริษัท
1. สถานีนี้ปฏิบัติตามมาตรฐานในวงการ และทุกบทความที่ถูกคัดลอกจะถูกทำเครื่องหมายชัดเจนว่าเป็นของผู้เขียนและแหล่งที่มา; 2. บทความต้นฉบับของสถานีนี้ โปรดระบุผู้เขียนและแหล่งที่มาเมื่อมีการคัดลอก เราจะดำเนินการตามกฎหมายต่อผู้ที่ไม่เคารพสิทธิของผู้เขียน; 3. การส่งบทความของผู้เขียนอาจถูกดำเนินการแก้ไขหรือเพิ่มเติมโดยบรรณาธิการของเราในบางกรณีที่เหมาะสม




